Saturday, May 28, 2016

“ทุเรียนบ่อทอง” เมืองชลบุรี เนื้อแน่น รสนุ่มหวานมัน อร่อยจนต้องยกนิ้วให้

 เมื่อเอ่ยถึงทุเรียน “ราชาแห่งผลไม้”  ต้องยอมรับว่า ทุเรียนที่มีรสชาติดีส่วนใหญ่ ปลูกอยู่ในพื้นที่แถบภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด ระยอง ตราด ปราจีนบุรี จันทบุรี  ล่าสุดผู้เขียนขอเพิ่มชื่อ จังหวัดชลบุรีว่า เป็นแหล่งปลูกทุเรียนรสอร่อยคุณภาพดีอีกแห่งหนึ่ง  เพราะเพิ่งได้มีโอกาสลิ้มลอง ทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี  ก็รู้สึกติดอกติดใจขึ้นมาทันที เพราะ ทุเรียนบ่อทองมีเนื้อแน่น กรอบ รสนุ่ม  อร่อยมากจริงๆ  

ความจริง ชลบุรี นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากคนไทย และต่างชาติจำนวนมากแล้ว  เมืองชลบุรียังเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกโดยเฉพาะ พื้นที่อำเภอบ่อทอง  ถือเป็นเมืองเกษตรกรรม ที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย และไม้ผล

สภาพพื้นที่อำเภอบ่อทอง  ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเนินเขาสลับที่ลุ่ม มีสภาพภูมิอากาศร้อน ฤดูหนาวอากาศหนาวเล็กน้อย มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม  ทำให้พื้นที่อำเภอบ่อทอง มีสภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศเหมาะสำหรับปลูกไม้ผล เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สละ และไม้ผล ไม่แพ้จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

ที่ผ่านมา  กล้วยไข่ และทุเรียน เป็นผลไม้คุณภาพดี ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอบ่อทอง โดยตำบลพลวงทอง  อำเภอบ่อทอง  ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ปลูกทุเรียน ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรีเรียกว่า ทุเรียนบ่อทอง  แต่โชคร้ายในปี 2547  เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาว และโรครากเน่าโคนเน่า สร้างความเสียหายให้แก่สวนทุเรียนจำนวนมาก จนเนื้อที่ปลูกทุเรียนลดลง สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อทอง จึงหันมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกทุเรียนในลักษณะสวนหลังบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกทุเรียน ทดแทนส่วนที่ได้รับความเสียหาย

สำหรับการเยือนเมืองชลครั้งล่าสุด  ผู้เขียนได้มีโอกาสเยี่ยมชม “ไร่สามพี่น้อง” เนื้อที่เกือบ 200 ไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านโปรงเกตุ ตำบลธาตุทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี “น้าแต้ว” หรือ  คุณกลอยแก้ว  เนื่องจำนงค์ เล่าความเป็นมาของสวนแห่งนี้ ให้ฟังว่า  ครอบครัวของน้าแต้วดำเนินธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราส่งออกไปขายในตลาดยุโรป  ในชื่อยี่ห้อ “เนื่องจำนงค์ ริชวู๊ด” เมื่อ  8 ปีก่อน มีผู้เสนอขายที่ดินผืนนี้ในราคาไร่ละกว่า  3 หมื่นบาท  น้าแต้วก็รับซื้อไว้เพราะสนใจอยากได้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล

แม้น้าแต้วจะไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อน แต่อาศัยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรและพูดคุยขอความรู้เรื่องการเพาะ ปลูกพืชจากเพื่อนๆ ที่ทำอาชีพการเกษตร ช่วยให้น้าแต้วเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเพาะปลูกและดูแลไร่มากขึ้น

ไร่สามพี่น้อง  มีสภาพเป็นที่ราบติดเชิงเขา มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ดินมีคุณภาพดี เพาะปลูกพืชชนิดใดก็งอกงามดี   น้าแต้วเล่าถึงเทคนิคการคัดเลือกพื้นที่เพาะปลูกพืชว่า ดูจากนิสัยของพืชแต่ละชนิด สำหรับพืชที่ชอบน้ำ อย่างปาล์มน้ำมัน ต้องปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ  ส่วนต้นยางพารา  เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ต้องปลูกบริเวณเชิงเขา ตอนนี้ไร่สามพี่น้องปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันอย่างละ  50 ไร่

ที่เหลือปลูกไม้เบญจพรรณต่างๆ เช่น  ต้นมะม่วงหิมพานต์  ในพื้นที่เชิงเขา สำหรับไม้ผล เช่นเงาะ  มะยงชิด กล้วย มังคุด มะม่วง และทุเรียน เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ต้องปลูกในพื้นที่ลาด ที่น้ำไหลผ่านไม่ท่วมขัง

น้าแต้ว ปลูกและดูแลพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำ ตามช่วงระยะเวลาการเติบโตของพืช  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมีสูตร  16-16-16  บำรุงต้นไม้ภายหลังการเก็บเกี่ยว ปีละ  2 ครั้ง  สำหรับปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ประมาณ   20 ก.ก.ต่อต้น ไร่แห่งนี้จะหลีกเลี่ยงกันใช้สารเคมีทุกชนิด  เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ไร่สามพี่น้องเลือกปลูกทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองมาได้ 7 ปีแล้ว  ต้นทุเรียนให้ผลดกและมีคุณคุณภาพดี  น้าแต้วยืนยันว่า   ทุเรียนบ่อทอง    อร่อย  มีรสชาติหวานมัน เนื้อแห้ง แตกต่างกับทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จันทบุรี ที่มีลักษณะเนื้อหยาบ ไม่ละเอียด  แต่น่าเสียดายที่ ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า อำเภอบ่อทองปลูกทุเรียนได้

สวนทุเรียนแห่งนี้ ให้ผลผลิตเร็วกว่า สวนทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีสักเล็กน้อย โดยต้นทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ ปลายมีนาคม-เมษายน   ทุเรียนชะนีที่ให้ผลผลิตในช่วงต้นฤดู จะสามารถขายได้ในราคาสูงถึงก.ก.ละ  40 บาท  ส่วนหมอนทอง ขายได้ในราคา ก.ก.ละ  60 บาท

น้าแต้ว กล่าวว่า ทุเรียนเป็นไม้ผลที่ใจเสาะ  ดูแลยาก เกิดปัญหาปลายยอดเหี่ยวแห้ง รักษาไม่ทัน ต้นทุเรียนก็จะตายได้ ที่ผ่านมา ทางไร่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าวค่อนข้างมาก  เป็นปัญหาที่น้าแต้วยังแก้ไม่ตก  เกิดปัญหาขึ้นครั้งใด ต้องตัดโค่นต้นทุเรียนและปลูกใหม่อยู่ร่ำไป

น้าแต้ว เคยนำปัญหาดังกล่าวไปขอคำปรึกษากับเจ้าของสวนทุเรียนที่น้าแต้วซื้อกิ่ง พันธุ์มาปลูก ก็ได้รับคำตอบว่า  อาการดังกล่าวสามารถเกิดได้กับสวนทุเรียนทั่วไป  ต้นทุเรียนอายุ  20-30 ปีเจอปัญหาดังกล่าว ก็ยืนต้นตายได้เช่นกัน

นอกจากนี้  น้าแต้วยังให้ความสำคัญกับการปลูก มังคุด เพราะให้ผลผลิตที่ดีมาก  ในช่วงต้นฤดู  น้าแต้วสามารถขายมังคุดได้ในราคาก.ก.ละ  40 บาท  หลังจากนั้น จะขายได้เพียง กก.ละ 20 บาทในช่วงปลายฤดู อย่างไรก็ตาม  น้าแต้วก็จะมีรายได้จากการขายมังคุดปีละหลายหมื่นบาททีเดียว

น้าแต้วเล่าว่า ไร่แห่งนี้ แม้จะเพิ่งเริ่มต้นมาได้ไม่นาน แต่โกยรายได้หลายแสนบาทต่อปี   และธุรกิจสวนผลไม้ ถือว่า ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สามารถเรียกเงินลงทุนคืนได้หมดแล้ว และน้าแต้วตั้งใจที่จะขยายพื้นที่ปลูกสวนผลไม้เพิ่มเติมในอนาคต อีกประมาณ  20  ไร่ เน้นปลูกทุเรียนและมังคุดเป็นหลัก

ผู้อ่านท่านใดสนใจอยากเยี่ยมชมไร่สามพี่น้อง หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำไร่กับน้าแต้ว สามารถติดต่อกับน้าแต้วได้ทุกวัน  น้าแต้วอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/4 หมู่ 3 ตลาดหนองชาติ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี  โทร  0871428222



Source:  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421151

วอนช่วยหนุ่มแปดริ้ว มีแมลงชอนไช-ผุดออกจากผิวหนัง หาหมอแล้วยังไม่หาย

วันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า มีชาวบ้านขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีแมลงโผล่ออกตามผิวหนัง จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 168/1 ถ.ริมคลองท่าไข่ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านของนายวิษณุ แซ่โค้ว อายุ 39 ปี อาชีพหาปลาในคลองท่าไข่ 


 นายวิษณุ เล่าว่า ก่อนที่จะมีอาการป่วยประหลาด ได้ออกไปหาปลาในคลองตามปกติ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตามร่างกายของตนก็เริ่มมีผดขึ้น พอผ่านไปเกือบ 10 วัน ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง ก่อนจะมีแมลงตัวสีดำมีปีก ผุดออกมาจากผิวหนัง ซึ่งเวลาที่แมลงจะผุดออกมา ก็จะมีอาการเจ็บปวด หากแมลงตัวใหญ่หน่อยก็จะมีเลือดออกตามมา ต่อมาได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็ได้ตรวจอาการและบอกว่า อาจเกิดจากน้ำสกปรกหรือมีตัวไรหรือเห็บเกาะตามตัว จึงให้ยากินและยาทาก่อนที่จะให้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน


 หลังผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์ อาการยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังรู้สึกว่ามีแมลงเริ่มผุดออกมาจากผิวหนังที่บริเวณแขนและขาซึ่งมีตุ่ม เพิ่มเยอะมากขึ้น จึงตัดสินใจไปหาแพทย์ที่คลินิกแห่งหนึ่งอีกครั้ง โดยแพทย์ก็ได้วินิจฉัยอาการมาในลักษณะเดียวกันกับกับแพทย์ที่ไปพบที่โรงพยาบาลในครั้งแรก พร้อมฉีดยาและให้ยามากิน และบอกให้ตนเองมาพักรักษาตัวที่บ้าน แต่สุดท้ายก็ยังมีแมลงผุดออกมาตามผิวหนังของตน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบและช่วยเหลือด้วย



Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464422526

เครื่องใช้ไฟฟ้าเมียนมาอู้ฟู่ "ทีวี-ซักผ้า-ตู้เย็น" ไตรมาสแรกโตพุ่ง


คอลัมน์ Market Move
นับตั้งแต่เปิดประเทศเมียนมาเป็นตลาดที่แบรนด์ต่างชาติให้ความสนใจเข้าไปลงทุน และทำตลาดเพื่อเก็บเกี่ยวเม็ดเงินจากชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าจำนวนชนชั้นกลางและมีฐานะร่ำรวยจะเพิ่มจาก 5.3 ล้านคนในปี 2555 เป็น 10.3 ล้านคนภายในปี 2563 ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ "ไอเอ็มเอฟ" ยังได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเมียนมาปี 2559 นี้จะเติบโตถึง 8.5% 




สภาพเศรษฐกิจที่เติบโตก้าวกระโดดนี้ย่อมทำให้เม็ดเงินในกระเป๋าของชาวเมียนมาอู้ฟู่ตามไปด้วย และในสถานการณ์นี้จะถือเป็นโอกาสทองของเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าลำดับแรก ๆ ที่ผู้บริโภคมักให้ความสนใจซื้อหามาติดบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

สอดคล้องกับผลวิจัยของสำนักวิจัย "จีเอฟเค เอเชีย" ซึ่งเก็บข้อมูลผู้บริโภคเมียนมาที่อาศัยอยู่ในกรุงย่างกุ้งอดีตเมืองหลวง และเมืองมัณฑะเลย์ศูนย์กลางการค้าทางตอนเหนือรวมถึงเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ซึ่งผลวิจัยระบุว่า ช่วง 3 เดือนแรกนั้นทีวีจอแบนหรือแอลอีดี-แอลซีดี เครื่องซักผ้าและตู้เย็นมีการเติบโตต่อเนื่องทุกเดือน

"สำหรับตลาดเมียนมาไตรมาสแรกถือเป็นช่วงที่การจับจ่ายคึกคักที่สุดเพราะผู้บริโภคจะเริ่มซื้อสินค้าเตรียมรับเทศกาลขึ้นปีใหม่ที่ตรงกับกลางเดือนเม.ย. ดังนั้น ผู้ประกอบการเองต่างจัดเต็มทั้งกิจกรรมการตลาด และโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการซื้อให้มากที่สุด" สแตนลีย์ คีย์ เอ็มดีของจีเอฟเคประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

โดยทีวีจอแบนมียอดขายถึง 152,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในด้านเทรนด์นั้นยังคงนิยมจอขนาดเล็ก เห็นได้จากกว่าครึ่งหรือ 49% เป็นแอลอีดีทีวีขนาดเพียง 32 นิ้ว ส่วนจอใหญ่ 40-43 นิ้ว มีสัดส่วน 20% เพิ่มจาก 12% ในเดือน ม.ค. เช่นเดียวกับความคมชัดที่ 55% ยังเป็นเอชดี เรดดี้ (HD Ready) เท่านั้น ต่างจากเทรนด์ในตลาดโลกที่นิยมจอใหญ่ 40 นิ้วขึ้นไป และเป็นแบบฟูล-เอชดี (Full-HD)

อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทีวีขนาดใหญ่ราคาแพงจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคตเนื่องจากจำนวนยอดขายทีวีระดับราคา 400 เหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนเพิ่มจาก 5% เป็น 15% ใน 3 เดือน และในด้านมูลค่ามีสัดส่วน 36% หรือมากกว่า 1 ใน 3 เล็กน้อย

ตู้เย็นเป็นอีกกลุ่มที่มาแรง ด้วยยอดขายไตรมาสแรกที่ 21.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 116,000 เครื่อง โดยในภาพรวมเทรนด์หลักยังคงเป็นตู้เย็นประตูเดียวที่มีสัดส่วนด้านจำนวนถึง 65% ของตลาด ในขณะที่แบบ 2 ประตูช่องแช่แข็งอยู่ด้านบนมีสัดส่วน 34% 

ส่วนเครื่องซักผ้านั้นทำยอดได้ 59,000 เครื่อง คิดเป็นเม็ดเงิน 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเครื่องแบบถังเดียวพร้อมฟังก์ชั่นอัตโนมัติต่าง ๆ กำลังเป็นเทรนด์หลัก จากการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจนมีสัดส่วนด้านจำนวนที่คิดเป็นประมาณ 70% ของยอดขาย 

"สแตนลีย์ คีย์" กล่าวว่า ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกลุ่มหัวเมืองหลักของเมียนมามีกำลังซื้อสูงชึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิยมสินค้ารุ่นสูงที่มีฟังก์ชั่นมากขึ้น ย้ำภาพความเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์ที่เทรนด์อัพเกรดเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังมาแรง จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะเร่งทำตลาดสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้


Source: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1464237132




ชาวบ้านแห่นำตะแกรงช้อน‘ลูกอ๊อด’ตามบ่อบึง ส่งขายตลาดได้ก.ก.ละ300บาท

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้กบและเขียดออกมาผสมพันธุ์และวางไข่ ทำให้เกิดเป็นลูกอ๊อด หรือที่พื้นบ้านเรียกกันว่าลูกฮวก ซึ่งมีจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านในบ้านโคกข้าวเหนียว พากันนำสวิง ตะแกรงและอวน ออกมาช้อนลูกอ๊อด เพื่อนำไปส่งขายแม่ค้าในตลาด ซึ่งรับซื้อสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท

 ชาวบ้านบอกว่า ปีนี้แล้งมาก ทำให้ลูกอ๊อดหากินยาก จึงมีราคาแพง เนื่องจากกบและเขียด เจอภัยแล้งตายไปจำนวนมาก ซึ่งลูกอ๊อดเหล่านี้หากไม่มาช้อนไปขายก็คงจะตายหมด เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้น้ำเหือดแห้ง ลูกอ๊อดก็จะถูกแดดเผาตาย

 เมื่อถามว่าการรีบมาช้อนลูกอ๊อดไปขายหมด แล้วกบกับเขียดจะยิ่งหายากหรือไม่ ชาวบ้านบอกว่า ช่วงหัวฝนอย่างนี้ ถ้าปล่อยไว้ลูกกบลูกเขียดเหล่านี้ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะพอฝนทิ้งช่วง น้ำที่อยู่ตามบ่อก็แห้งลูกอ๊อดเหล่านี้ก็ตายหมด แต่พอฝนตกชุกๆ กบและเขียดก็ออกมาผสมพันธุ์กันและวางไข่






Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464423505


ร.พ.ยันฮีอัดงบ50ล้าน-เสริมทัพศูนย์ทันตกรรมครบวงจร


 ทพ.อำนวย สันติวิภานนท์ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมช่องปาก,ใบหน้าและรากเทียม รพ.ยันฮี เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ วงการทันตกรรมในประเทศไทยมีความทัดเทียมกับนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ หรือความชำนาญของทันตแพทย์ โดยการรักษารากฟันเทียมกำลังเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากสามารถนำมาใช้ทดแทนการทำฟันปลอมและมีความสวยงามเสมือนฟันแท้


 ข้อดีของการทำรากฟันเทียม คือ มีคุณสมบัติที่ดีกว่าฟันปลอมชนิดอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ลดปัญหาฟันปลอมหลวมจากการใช้งานไปนานๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น สามารถพูดออกเสียงได้ถนัดชัดเจน ลดความรำคาญจากการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ เพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการการพูด การรับประทานอาหาร
ด้านทพญ. สิริวรรณ  ตันจันทร์พงศ์ ทันตแพทย์เฉพาะทางใส่ฟันและรากเทียม รพ.ยันฮี กล่าวว่า การใส่รากฟันเทียมนั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อเติมเต็มและทดแทนฟันแท้ที่ถอนหรือหลุดไป เป็นตัวยึดให้กับฟันปลอมและเป็นแบบชนิดถอดได้และแบบติดแน่น เพื่อทำให้ง่ายต่อการเคี้ยวอาหาร นอกจากนั้นการทำรากเทียม เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการใส่ฟันเทียมเพื่อป้องกันฟันล้มเอียง ฟันห่าง และทำให้เกิดความสวยงามตามมา ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อยึดฟันปลอมเหมือนใส่สะพานฟัน ช่วยเพิ่มการยึดของฟันปลอมถอดได้ทั้งปากทำให้มีประสิทธิภาพการใช้งานดีขึ้น ซึ่งต่างจากการใส่ฟันเทียมในแบบเดิมที่จะมีผลต่อฟันข้างเคียง ฟันหลวมง่าย เกิดการละลายของสันกระดูกฟัน เป็นโรคปริทันต์และฟันผุในระยะต่อมา จึงเป็นที่มาของการรักษาเติมฟันใหม่ด้วยการฝังรากเทียม

 สำหรับวัสดุที่ใช้ในการในการทำรากฟันเทียมนั้น ทำจากโลหะที่เรียกว่า ไทเทเนียม เพราะเป็นวัสดุที่ร่างกายยอมรับ เพราะโดยปกติแล้ว ร่างกายคนเรา จะต่อต้านหรือไม่ยอมรับวัสดุแปลกปลอมใดๆเข้าสู่ร่างกาย โดยไททาเนียมจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอกคล้ายสกรู โดยการรักษาเริ่มแรกแพทย์จะทำการตรวจช่องปากพร้อมกับถ่ายภาพ X-RAY เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพกระดูกและฟันของคนไข้ แล้ววางแผนการรักษา


 “ในปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจมาทำรากฟันเทียมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามีผู้มารับบริการทั้งคนไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งฝีมือทันตแพทย์ไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมากขึ้น โดยทางรพ. ยันฮี มีทีมทันตแพทย์เฉพาะทางทุกสาขา และสามารถทำการผ่าตัดฝังรากเทียมภายใต้การดมยาสลบได้ซึ่งในแต่ละปี ศูนย์ทันตกรรมจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือทาง ทันตกรรมและมีการขยายห้องตรวจทันตกรรมอย่างน้อยปีละ 50 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตของการรักษารากฟันเทียมปีละ 15 %” นพ.อำนวย กล่าวทิ้งท้าย
 

 


ทพ.อำนวย สันติวิภานนท์
 
 
Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421902


กลุ่มเกษตรกร อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ปลูกพริกในนาข้าว สร้างรายได้เสริมหลังเก็บเกี่ยว

"ดินแดนป่าสอนลอน สะออนสาวบ้านแต้ งามแท้แลคิ้งไกล น้ำพรมไหลผ่าน สงกรานต์ภูกุ้มข้าว นมัสการพระเจ้าองค์ตื้อ ลือพระไกรสิงหนาท พระธาตุกุดจอก นามบ่งบอกคือเกษตรสมบูรณ์"

จากข้อความข้างต้นได้บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผืนป่า ผืนน้ำ ความเจริญทางวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่สืบทอดกันมายาวนานของชาวเกษตรสมบูรณ์



เกษตรสมบูรณ์ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิในจำนวน 16 อำเภอ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดชัยภูมิ ตอนกลางของพื้นที่อำเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สลับเนินมีลำน้ำสายสำคัญได้แก่ "ลำน้ำพรม" ไหลผ่าน ลำน้ำสายนี้ถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวชัยภูมิตอนบนเกือบทุกอำเภอ และเป็นลำน้ำสาขาของน้ำพอง พื้นที่เป็นดินเหนียวปนทราย เหมาะแก่การปลูกข้าว
 
 
ตอนเหนือของพื้นที่อำเภอเป็นที่ราบสลับเนิน เหมาะแก่การปลูกพืชไร่และเลี้ยงสัตว์ ทิศใต้และทิศตะวันตก เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตก มีเทือกเขาภูเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นแหล่งต้นน้ำขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ (International Wetland)



ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้อำเภอเกษตรสมบูรณ์มีต้นทุนทางธรรมชาติที่ได้เปรียบในหลายพื้นที่ สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชที่เป็นผลผลิตหลัก ได้แก่ข้าว และ พืชอื่นที่เป็นพืชรองหลายชนิด เช่น พริก ยาสูบ ยางพารา ที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแข่งขัน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี ที่สำคัญอย่างมากคือชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เกษตรสมบูรณ์ทุกคนทุกอาชีพต่างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเป็นระบบ มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนแม้จะไม่เป็นทางการ แต่พวกเขาสามารถสร้างความเข้มแข็งได้อย่างดีมีคุณภาพ



อำเภอเกษตรสมบูรณ์ มีเกษตรกรรมอะไรบ้าง



ก่อนที่จะไปรับทราบเรื่องราวของการประกอบอาชีพปลูกพริกที่ชาวเกษตรสมบูรณ์ทำเป็นรายได้เสริมหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว คุณสาคร มะลิดา ตำแหน่งเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์มีข้อมูลตรงและสดจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเปิดเผยว่า ที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3 แสนกว่าไร่ เป็นพื้นที่ใช้ปลูกข้าวเกือบ 2 แสนไร่ ที่เหลือปลูกพืชรองและพืชเสริมได้แก่ อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด



เกษตรอำเภอ กล่าวต่อว่าพืชที่เป็นเอกลักษณ์ของเกษตรสมบูรณ์และเป็นพืชที่ปลูกไม่กี่แห่งในประเทศคือถั่วเหลือง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 3 หมื่นกว่าไร่ และเป็นการปลูกถั่วเหลืองที่ไม่มีการเตรียมดิน เป็นการหว่านบนดิน ทั้งที่ก่อนหน้าที่เคยมีการเผาฝางก่อน แต่ปัจจุบันไม่ทำเช่นนั้นแล้ว มีการพัฒนาวิธีการปลูกด้วยการล้มต้นฝาง เติมน้ำแล้วจึงหว่านถั่ว จากนั้นจึงระบายน้ำทิ้ง ต้นถั่วก็จะงอกขึ้นมา



"ถือว่าเป็นการใช้ความรู้ด้านเกษตรกรรมด้วยการคำนวณว่าควรเติมน้ำก่อนเพื่อแช่ไว้นานเท่าไร ถึงจะมีความเหมาะสมที่จะทำให้ถั่วเหลืองงอกได้อย่างสมบูรณ์



ก่อนหน้าปลูกถั่วเหลือง ชาวบ้านเคยปลูกถั่วเขียวในพื้นที่ดินแปลงเดียวกัน และให้ผลผลิตถั่วเขียวประมาณ 140-150 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อถั่วเหลืองเป็นพืชแข่งขันที่ให้ผลผลิต 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ แม้จะต้องใช้เวลาการปลูกถั่วเหลือถึง 100-110 วัน ส่วนถั่วเขียวใช้เวลาเพียง 60 วันก็ตาม แต่เกษตรกรเห็นว่าเป็นการปลูกที่ให้รายได้คุ้มค่ากว่า จึงได้ปลูกถั่วเหลืองแทนถั่วเขียว แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีเกษตรกรที่ยังปลูกถั่วเขียวอยู่บ้าง" คุณสาครกล่าว



"พริก" เป็นพืชอีกชนิดที่ทำรายได้ให้กับชาวเกษตรสมบูรณ์ มีผลผลิตเฉลี่ย 2,700 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าเป็นผลผลิตที่สูง มีจำนวนพื้นที่ปลูกตั้งแต่ 3-8 พันไร่ คาดว่าปลูกมากที่สุดในประเทศไทยสำหรับการปลูกพริกในนาข้าว แต่ยังคงมีปัญหาด้านคุณภาพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เกษตรคอยให้ความช่วยเหลือที่จะพัฒนาทั้งคุณภาพและปริมาณให้ดีขึ้น



สภาพพื้นที่ของอำเภอเกษตรสมบูรณ์ โดยเฉพาะดินถือว่ามีคุณภาพมาก ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ส่วนน้ำมีระบบชลประทานเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ และที่พืชผลทางการเกษตรได้ผลผลิตดีเพราะทั้งหมดอยู่ในเขตชลประทาน อย่างไรก็ตามบางปีหากขาดน้ำจากระบบชลประทาน ยังพอมีน้ำจากใต้ดินดึงขึ้นมาใช้ได้ตลอด



ทางด้านข้าว ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมากสำหรับชาวเกษตรสมบูรณ์ คุณสาครกล่าวว่าได้ผลผลิตและมีความสมบูรณ์กว่าหลายอำเภอในชัยภูมิ อาจดูจากปุ๋ยที่ใช้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าที่เกษตรสมบูรณ์ใช้ปุ๋ย 1 กระสอบต่อไร่ ขณะที่แห่งอื่นต้องใช้ถึง 4 กระสอบต่อไร่ แถมผลผลิตยังเทียบกันไม่ได้



"พอเสร็จปลูกข้าว ชาวบ้านไม่ยอมหยุด จัดการลงมือปลูกพืชอย่างอื่นต่อเพื่อเป็นรายได้ เช่นพริก ยาสูบ ถั่วเหลือง และอื่นๆ ในที่นาของพวกเขา เรียกว่าทั้งปีชาวบ้านมีกิจกรรมเพื่อหารายได้ตลอด ไม่ทิ้งผืนดินให้ว่างเปล่า พวกเขามีความสุข สนุกกับการทำงานกันเป็นครอบครัว



ส่วนหน้าที่ของทีมงานเกษตรไม่เพียงแค่แนะนำการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเท่านั้น ยังต้องเพิ่มในเรื่องของคุณธรรมเข้าไปด้วย มีการแนะนำให้ทุกคนปลูกพืชแบบปลอดสารเคมี เพราะแน่นอนการใช้สารเคมีย่อมทำให้คุณได้ประโยชน์ แต่ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ ดังนั้นหากทุกคนทำได้จริงก็แสดงว่าทุกคนมีคุณธรรมแล้ว"เกษตรอำเภอกล่าวทิ้งท้าย



เกษตรกรปลูกพริกได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณ



จากข้อมูลของเกษตรอำเภอที่ระบุว่าผลผลิตพริกของคุณบรรเย็นและกลุ่มมีคุณภาพและความสมบูรณ์ทั้งขนาดและรูปร่าง อันเป็นผลมาจากการเอาใจใส่แปลงปลูกอย่างจริงจังตามหลักวิธีการที่ถูกต้องจนนำไปสู่ปริมาณผลผลิตที่สูงถึง 2-3 ตันต่อไร่



คุณบรรเย็น คันภูเขียว  มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลบ้านเป้า อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 4 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 085-2132969



ผู้ใหญ่บรรเย็น มีอาชีพเกษตรกรรมเหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นด้วยการทำนาปลูกข้าว ครั้นพอหมดช่วงทำนา ได้หารายได้เสริมด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้เวลาสั้น ให้ผลผลิตดี ที่สำคัญต้องมีรายได้ดีด้วย ดังนั้นพริกคือพืชอีกชนิดที่เลือกปลูกมาเป็นเวลากว่า 8 ปี



การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทางผู้ใหญ่บรรเย็นได้พาคณะไปชมแปลงพริกบนเนื้อที่ดินกว่า 1 ไร่ จากอีกหลายแปลงที่เขามีอยู่ นอกจากคุณบรรเย็นที่ปลูกพริกแล้ว ยังมีเพื่อนบ้านอีก 3คนคือคุณกงหัน ศรีทน มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 1 ไร่,คุณอรุณ เกื้อหนุน ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 2 ไร่และคุณศาสตรา โพธิชาลี มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 1 ไร่เศษ ทั้งสามคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันคือบ้านหมู่ 4 และมีการวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อช่วยเหลือร่วมมือกันแก้ปัญหาซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการปลูกพริก ดังนั้นแนวทางการปลูกพริกของทั้งสี่คนจึงใช้วิธีเดียวกัน



คุณบรรเย็น เล่าถึงเหตุผลของการปลูกพริกว่าเพราะต้องการทำเป็นรายได้เสริมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และพริกจะเริ่มปลูกหลังเกี่ยวข้าวแล้ว เป็นการปลูกแบบสลับหมุนเวียน ในการปลูกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนจึงสามารถเก็บพริกได้ ต่อจากนั้นจะค่อยทยอยเก็บทุก 7 วัน



"จะเริ่มลงมือประมาณปลายเดือนธันวาคม โดยจะจัดการไถพื้นดินก่อนเป็นการเตรียมดิน ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพรองพื้น แล้วจัดการไถกลบ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วันต่อจากนั้นจะยกร่องเตรียมแปลงหาวัสดุคือฟางที่เกี่ยวแล้วมาใช้คลุมดิน จากนั้นจึงนำต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 1เดือน มาลงในแปลงที่เตรียมไว้ การกำหนดระยะห่างของต้นพริกต้องแล้วแต่ขนาดของพื้นที่แต่ละแห่ง แล้วแต่คุณภาพดิน ถ้าคุณภาพดินดี มีพื้นที่ใหญ่ระยะห่างประมาณ 80-100 เซนติเมตร" คุณบรรเย็นอธิบาย



ผู้ใหญ่ให้รายละเอียดต่ออีกว่าขณะต้นพริกเจริญเติบโต ต้องดูแลเอาใจใส่ ฉีดยา ดูใบว่ามีเพลี้ยหรือไม่ ถ้ามีต้องใช้สารเคมีที่ทางเกษตรอำเภอแนะนำ แต่หากมีไม่มาก จะใช้สารชีวภาพ



"ใส่ปุ๋ยทุก 7 วัน เป็นปุ๋ยสูตร 15-15-15 และสูตรนี้ใช้มาตั้งแต่เริ่มปลูก นอกจากนั้นแล้วยังต้องใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นควบคู่ไปเพื่อเป็นการไล่ศัตรูพืช ในกลุ่มฮอร์โมนก็ทำกันเอง เป็นน้ำหมักจากผลไม้ ภายหลังจากที่ปุ๋ยชีวภาพแล้วได้ผลดีมาก ผลผลิตดก สวย มีขนาดใหญ่ อีกอย่างที่สำคัญคือฟางที่เกี่ยวข้าวแล้วให้นำมาคลุมต้นพริก เพราะจะเป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับพริกด้วย"เพื่อนสมาชิกในกลุ่มให้รายละเอียดเพิ่ม"



ในเรื่องการดูแลแปลงพริกนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญมากคือต้องหมั่นดูแลเรื่องวัชพืชอย่าให้ขึ้นรกบริเวณโคนต้น ควรถากถางให้สะอาด เพราะเวลาใส่ปุ๋ยจะได้ถึงต้นพริก



สำหรับการให้น้ำ คุณบรรเย็นเผยว่าน้ำที่ใช้รดแปลงพริกเป็นน้ำที่ได้มาจากการสูบจากบึง แล้วมาพักเก็บไว้ที่บ่อที่ขุดไว้ จากนั้นเมื่อต้องการใช้จะค่อยทยอยสูบใส่เข้ามาในแปลงพริกเป็นช่วงเป็นตอน เขาบอกว่าเรื่องน้ำไม่ค่อยมีปัญหา ถึงแม้ฝนจะทิ้งช่วง เพราะทางชลประทานได้พร่องน้ำมาให้ตลอด ทั้งนี้จะแตกต่างจากที่อื่นเพราะต้องรอใช้น้ำฝนอย่างเดียว



วิธีการเก็บผลผลิต



ภายหลังจากการดูแลเอาใจใส่ต้นพริกในแปลงอย่างเต็มที่แล้ว คราวนี้ต้องรอเวลาที่ผลผลิตพริกจะออกมาให้ผู้ปลูกเกิดความชื่นใจ



ผู้ใหญ่บรรเย็นบอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนพริกจะสามารถเก็บผลผลิตได้เป็นรุ่นแรก จากนั้นผ่านไปอีกประมาณ 7 วันก็สามารถเก็บได้ตลอด ซึ่งภายในหนึ่งเดือนสามารถเก็บได้หลายครั้ง การปลูกพริกจะปลูกไปจนถึงประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้นช่วงการปลูกจะอยู่ประมาณ 6 เดือน และสามารถเก็บพริกได้ถึง 2 รุ่น



ปัญหาจากโรคพืชหรือแมลง



ปัญหาใหญ่ของการปลูกพืชทุกชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือจากโรคพืชและแมลงศัตรูพืช สมาชิกในกลุ่มท่านหนึ่งอธิบายว่า สภาพอากาศมีผลต่อการระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช  เพราะถ้าฝนมาเร็ว โรคก็ตามมาเร็วด้วย และโรคที่มากับฝนคือเชื้อรา แต่ถ้าแล้งนัก แมลงศัตรูพืชที่พบมากจะเป็นพวกเพลี้ยไฟและไรขาว



ราคาพริกเป็นอีกหนึ่งปัญหา ต่อทิศทางการปลูกในอนาคต



ปัญหาเรื่องราคาพริกตกต่ำมักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้มีผลมาจากการปลูกพริกพร้อมกันหลายแห่งทั่วประเทศเมื่อถึงช่วงให้ผลผลิตจะออกพร้อมกันทำให้ปริมาณพริกในตลาดมีมากจนเกินไป



คุณบรรเย็นเผยว่าในอดีตเมื่อราวสามปีก่อนเคยได้ราคาพริกดีที่สุด 50 บาทต่อกิโลกรัม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงนั้นพริกจากจังหวัดอื่นประสบปัญหาอากาศแล้งมาก เพลี้ยลง จึงทำให้ปริมาณพริกน้อย แต่ที่เกษตรสมบูรณ์ไม่ประสบปัญหาจึงสามารถขายพริกได้ในราคาสูง



"ขณะนี้พริกราคาประมาณ 11-12 บาทเท่านั้นและเป็นราคาที่แย่มาก ถ้าราคาที่พออยู่ได้ควรจะประมาณ 25-30 บาทต่อกิโลกรัม ผมเคยคำนวณต้นทุนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วทุกอย่างเช่นค่าจ้างเก็บกิโลกรัมละ 4-5 บาท ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย เบ็ดเสร็จแล้วจะเหลือประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม"ผู้ใหญ่บรรเย็นบอก



จากข้อมูลตัวเลขของผู้ใหญ่บรรเย็นและเพื่อนร่วมกลุ่ม มีความสอดคล้องกับข้อมูลต้นทุนการผลิตพริกจากทางเกษตรอำเภอปี 2554-2555 ที่ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่มีปริมาณ 2,750 กิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตพริกเป็นเงิน 15.46 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายพริกที่เกษตรกรขายได้ ณ ปัจจุบันเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม (วันที่เก็บข้อมูล 25 เมษายน 2555)



อย่างไรก็ตามเกษตรกรกลุ่มนี้คาดว่าราคาเช่นนี้คงอยู่สักพักหนึ่งแล้วอาจมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งราคาที่สูงสุดก็อาจจะอยู่ใกล้ช่วงเลิกปลูกพริกแล้ว แต่พวกเขาบอกว่าเหตุผลที่ต้องปลูกพริกต่อไปเพราะมีข้อดีคือสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 7 วัน หมายความว่าจะมีเงินสดหมุนเวียนไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอด ถึงแม้ราคาจะต่ำ แต่ถ้ามีเงินสดเข้ามาตลอดก็พออยู่ได้ ซึ่งต่างกับพืชชนิดอื่นที่เก็บครั้งเดียวและได้เงินก้อนเดียวก็จบ



"คุณภาพพริกที่ละแวกนี้ถือว่ามีคุณภาพดี ทั้งนี้สังเกตจากลักษณะรูปร่างพริก ใบ และต้น จะมีความสมบูรณ์มาก ข้อมูลเรื่องนี้ได้มาจากกลุ่มพ่อค้าที่มารับซื้อพริก และยังบอกอีกว่าพริกจากเกษตรสมบูรณ์จะมีคุณภาพและเก็บไว้ได้นานกว่าพริกจากจังหวัดอื่น"เจ้าของแปลงพริกกล่าวทิ้งท้าย
 
 
Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421537


เรือนจำเข้ม2ผู้ต้องหาให้ด.ญ.8ขวบกินน้ำอัดลมผสมยาบ้า-ข่มขืน หวั่นโดนผู้ต้องขังรุมสกรัม

 วันที่ 28 พ.ค. นายสมภพ รุจจนเวท ผบ.เรือนจำจังหวัดตรัง กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยผู้ต้องหาในคดีบังคับเด็กหญิง 8 ขวบดื่มน้ำอัดลมผสมยาบ้าแล้วถูกข่มขืนจนเสียชีวิต หลังภรรยาผู้ต้องหาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในเรือนจำว่า หลังรับตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายเข้ามาในเรือนจำก็ดูแลเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องตรวจตราดูแลอย่างใกล้ชิดทุกครึ่งชั่วโมง ตนก็ต้องเดินไปดูวันละสองครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ทั้งกรณีผู้ต้องขังจะทำร้ายตัวเองและกรณีผู้ต้องขังรายอื่นเข้าทำร้าย โดยผู้ต้องหา 2 คนแยกอยู่คนละห้อง แต่ไม่ได้แยกขังเดี่ยว เพราะภายในเรือนจำจังหวัดตรังมีผู้ต้องขังค่อนข้างหนาแน่น แต่ได้ให้ผู้ต้องขังคดีนี้อยู่ร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆที่ตรวจสอบประวัติ พฤติกรรมที่ไม่เป็น

 นายสมภพ กล่าวอีกว่า ยืนยันเจ้าหน้าที่เรือนจำมีหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังให้ดีที่สุด เหมือนกรณีอื่นๆ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของเรือนจำ หลังจากที่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นทุกวัน และมีการออกมาพูดจากญาติ ทำให้ผู้ต้องขังกดดัน เจ้าหน้าที่ก็กดดันและเครียด จากกระแสข่าวที่ออกมาทุกวัน เช่น ผู้ต้องขังบางรายไม่รู้ว่ามีคดีนี้เกิดขึ้น และผู้ต้องหาได้เข้ามาอยู่ในเรือนจำแล้ว เมื่อมีการนำเสนอข่าว ทำให้ผู้ต้องขังรายอื่นก็รู้ว่าผู้ต้องหารายนี้เข้ามาอยู่ในห้องขังแล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมาก


Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421666