เมื่อเอ่ยถึงทุเรียน “ราชาแห่งผลไม้” ต้องยอมรับว่า
ทุเรียนที่มีรสชาติดีส่วนใหญ่ ปลูกอยู่ในพื้นที่แถบภาคตะวันออก ได้แก่
จังหวัด ระยอง ตราด ปราจีนบุรี จันทบุรี ล่าสุดผู้เขียนขอเพิ่มชื่อ
จังหวัดชลบุรีว่า เป็นแหล่งปลูกทุเรียนรสอร่อยคุณภาพดีอีกแห่งหนึ่ง
เพราะเพิ่งได้มีโอกาสลิ้มลอง ทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อำเภอบ่อทอง
จังหวัดชลบุรี ก็รู้สึกติดอกติดใจขึ้นมาทันที เพราะ
ทุเรียนบ่อทองมีเนื้อแน่น กรอบ รสนุ่ม อร่อยมากจริงๆ
ความจริง ชลบุรี นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากคนไทย และต่างชาติจำนวนมากแล้ว เมืองชลบุรียังเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกโดยเฉพาะ พื้นที่อำเภอบ่อทอง ถือเป็นเมืองเกษตรกรรม ที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย และไม้ผล
สภาพพื้นที่อำเภอบ่อทอง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเนินเขาสลับที่ลุ่ม มีสภาพภูมิอากาศร้อน ฤดูหนาวอากาศหนาวเล็กน้อย มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ทำให้พื้นที่อำเภอบ่อทอง มีสภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศเหมาะสำหรับปลูกไม้ผล เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สละ และไม้ผล ไม่แพ้จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด
ที่ผ่านมา กล้วยไข่ และทุเรียน เป็นผลไม้คุณภาพดี ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอบ่อทอง โดยตำบลพลวงทอง อำเภอบ่อทอง ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ปลูกทุเรียน ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรีเรียกว่า ทุเรียนบ่อทอง แต่โชคร้ายในปี 2547 เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาว และโรครากเน่าโคนเน่า สร้างความเสียหายให้แก่สวนทุเรียนจำนวนมาก จนเนื้อที่ปลูกทุเรียนลดลง สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อทอง จึงหันมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกทุเรียนในลักษณะสวนหลังบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกทุเรียน ทดแทนส่วนที่ได้รับความเสียหาย
สำหรับการเยือนเมืองชลครั้งล่าสุด ผู้เขียนได้มีโอกาสเยี่ยมชม “ไร่สามพี่น้อง” เนื้อที่เกือบ 200 ไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านโปรงเกตุ ตำบลธาตุทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี “น้าแต้ว” หรือ คุณกลอยแก้ว เนื่องจำนงค์ เล่าความเป็นมาของสวนแห่งนี้ ให้ฟังว่า ครอบครัวของน้าแต้วดำเนินธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราส่งออกไปขายในตลาดยุโรป ในชื่อยี่ห้อ “เนื่องจำนงค์ ริชวู๊ด” เมื่อ 8 ปีก่อน มีผู้เสนอขายที่ดินผืนนี้ในราคาไร่ละกว่า 3 หมื่นบาท น้าแต้วก็รับซื้อไว้เพราะสนใจอยากได้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล
แม้น้าแต้วจะไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อน แต่อาศัยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรและพูดคุยขอความรู้เรื่องการเพาะ ปลูกพืชจากเพื่อนๆ ที่ทำอาชีพการเกษตร ช่วยให้น้าแต้วเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเพาะปลูกและดูแลไร่มากขึ้น
ไร่สามพี่น้อง มีสภาพเป็นที่ราบติดเชิงเขา มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ดินมีคุณภาพดี เพาะปลูกพืชชนิดใดก็งอกงามดี น้าแต้วเล่าถึงเทคนิคการคัดเลือกพื้นที่เพาะปลูกพืชว่า ดูจากนิสัยของพืชแต่ละชนิด สำหรับพืชที่ชอบน้ำ อย่างปาล์มน้ำมัน ต้องปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่วนต้นยางพารา เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ต้องปลูกบริเวณเชิงเขา ตอนนี้ไร่สามพี่น้องปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันอย่างละ 50 ไร่
ที่เหลือปลูกไม้เบญจพรรณต่างๆ เช่น ต้นมะม่วงหิมพานต์ ในพื้นที่เชิงเขา สำหรับไม้ผล เช่นเงาะ มะยงชิด กล้วย มังคุด มะม่วง และทุเรียน เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ต้องปลูกในพื้นที่ลาด ที่น้ำไหลผ่านไม่ท่วมขัง
น้าแต้ว ปลูกและดูแลพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำ ตามช่วงระยะเวลาการเติบโตของพืช ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 บำรุงต้นไม้ภายหลังการเก็บเกี่ยว ปีละ 2 ครั้ง สำหรับปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ประมาณ 20 ก.ก.ต่อต้น ไร่แห่งนี้จะหลีกเลี่ยงกันใช้สารเคมีทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
ไร่สามพี่น้องเลือกปลูกทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองมาได้ 7 ปีแล้ว ต้นทุเรียนให้ผลดกและมีคุณคุณภาพดี น้าแต้วยืนยันว่า ทุเรียนบ่อทอง อร่อย มีรสชาติหวานมัน เนื้อแห้ง แตกต่างกับทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จันทบุรี ที่มีลักษณะเนื้อหยาบ ไม่ละเอียด แต่น่าเสียดายที่ ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า อำเภอบ่อทองปลูกทุเรียนได้
สวนทุเรียนแห่งนี้ ให้ผลผลิตเร็วกว่า สวนทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีสักเล็กน้อย โดยต้นทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ ปลายมีนาคม-เมษายน ทุเรียนชะนีที่ให้ผลผลิตในช่วงต้นฤดู จะสามารถขายได้ในราคาสูงถึงก.ก.ละ 40 บาท ส่วนหมอนทอง ขายได้ในราคา ก.ก.ละ 60 บาท
น้าแต้ว กล่าวว่า ทุเรียนเป็นไม้ผลที่ใจเสาะ ดูแลยาก เกิดปัญหาปลายยอดเหี่ยวแห้ง รักษาไม่ทัน ต้นทุเรียนก็จะตายได้ ที่ผ่านมา ทางไร่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าวค่อนข้างมาก เป็นปัญหาที่น้าแต้วยังแก้ไม่ตก เกิดปัญหาขึ้นครั้งใด ต้องตัดโค่นต้นทุเรียนและปลูกใหม่อยู่ร่ำไป
น้าแต้ว เคยนำปัญหาดังกล่าวไปขอคำปรึกษากับเจ้าของสวนทุเรียนที่น้าแต้วซื้อกิ่ง พันธุ์มาปลูก ก็ได้รับคำตอบว่า อาการดังกล่าวสามารถเกิดได้กับสวนทุเรียนทั่วไป ต้นทุเรียนอายุ 20-30 ปีเจอปัญหาดังกล่าว ก็ยืนต้นตายได้เช่นกัน
นอกจากนี้ น้าแต้วยังให้ความสำคัญกับการปลูก มังคุด เพราะให้ผลผลิตที่ดีมาก ในช่วงต้นฤดู น้าแต้วสามารถขายมังคุดได้ในราคาก.ก.ละ 40 บาท หลังจากนั้น จะขายได้เพียง กก.ละ 20 บาทในช่วงปลายฤดู อย่างไรก็ตาม น้าแต้วก็จะมีรายได้จากการขายมังคุดปีละหลายหมื่นบาททีเดียว
น้าแต้วเล่าว่า ไร่แห่งนี้ แม้จะเพิ่งเริ่มต้นมาได้ไม่นาน แต่โกยรายได้หลายแสนบาทต่อปี และธุรกิจสวนผลไม้ ถือว่า ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สามารถเรียกเงินลงทุนคืนได้หมดแล้ว และน้าแต้วตั้งใจที่จะขยายพื้นที่ปลูกสวนผลไม้เพิ่มเติมในอนาคต อีกประมาณ 20 ไร่ เน้นปลูกทุเรียนและมังคุดเป็นหลัก
ผู้อ่านท่านใดสนใจอยากเยี่ยมชมไร่สามพี่น้อง หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำไร่กับน้าแต้ว สามารถติดต่อกับน้าแต้วได้ทุกวัน น้าแต้วอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/4 หมู่ 3 ตลาดหนองชาติ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โทร 0871428222
Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421151
ความจริง ชลบุรี นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากคนไทย และต่างชาติจำนวนมากแล้ว เมืองชลบุรียังเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกโดยเฉพาะ พื้นที่อำเภอบ่อทอง ถือเป็นเมืองเกษตรกรรม ที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย และไม้ผล
สภาพพื้นที่อำเภอบ่อทอง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเนินเขาสลับที่ลุ่ม มีสภาพภูมิอากาศร้อน ฤดูหนาวอากาศหนาวเล็กน้อย มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ทำให้พื้นที่อำเภอบ่อทอง มีสภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศเหมาะสำหรับปลูกไม้ผล เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สละ และไม้ผล ไม่แพ้จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด
ที่ผ่านมา กล้วยไข่ และทุเรียน เป็นผลไม้คุณภาพดี ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอบ่อทอง โดยตำบลพลวงทอง อำเภอบ่อทอง ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ปลูกทุเรียน ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรีเรียกว่า ทุเรียนบ่อทอง แต่โชคร้ายในปี 2547 เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของด้วงหนวดยาว และโรครากเน่าโคนเน่า สร้างความเสียหายให้แก่สวนทุเรียนจำนวนมาก จนเนื้อที่ปลูกทุเรียนลดลง สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อทอง จึงหันมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกทุเรียนในลักษณะสวนหลังบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกทุเรียน ทดแทนส่วนที่ได้รับความเสียหาย
สำหรับการเยือนเมืองชลครั้งล่าสุด ผู้เขียนได้มีโอกาสเยี่ยมชม “ไร่สามพี่น้อง” เนื้อที่เกือบ 200 ไร่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านโปรงเกตุ ตำบลธาตุทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี “น้าแต้ว” หรือ คุณกลอยแก้ว เนื่องจำนงค์ เล่าความเป็นมาของสวนแห่งนี้ ให้ฟังว่า ครอบครัวของน้าแต้วดำเนินธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราส่งออกไปขายในตลาดยุโรป ในชื่อยี่ห้อ “เนื่องจำนงค์ ริชวู๊ด” เมื่อ 8 ปีก่อน มีผู้เสนอขายที่ดินผืนนี้ในราคาไร่ละกว่า 3 หมื่นบาท น้าแต้วก็รับซื้อไว้เพราะสนใจอยากได้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ไม้ผล
แม้น้าแต้วจะไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อน แต่อาศัยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรและพูดคุยขอความรู้เรื่องการเพาะ ปลูกพืชจากเพื่อนๆ ที่ทำอาชีพการเกษตร ช่วยให้น้าแต้วเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเพาะปลูกและดูแลไร่มากขึ้น
ไร่สามพี่น้อง มีสภาพเป็นที่ราบติดเชิงเขา มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ดินมีคุณภาพดี เพาะปลูกพืชชนิดใดก็งอกงามดี น้าแต้วเล่าถึงเทคนิคการคัดเลือกพื้นที่เพาะปลูกพืชว่า ดูจากนิสัยของพืชแต่ละชนิด สำหรับพืชที่ชอบน้ำ อย่างปาล์มน้ำมัน ต้องปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่วนต้นยางพารา เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ต้องปลูกบริเวณเชิงเขา ตอนนี้ไร่สามพี่น้องปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันอย่างละ 50 ไร่
ที่เหลือปลูกไม้เบญจพรรณต่างๆ เช่น ต้นมะม่วงหิมพานต์ ในพื้นที่เชิงเขา สำหรับไม้ผล เช่นเงาะ มะยงชิด กล้วย มังคุด มะม่วง และทุเรียน เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ต้องปลูกในพื้นที่ลาด ที่น้ำไหลผ่านไม่ท่วมขัง
น้าแต้ว ปลูกและดูแลพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำ ตามช่วงระยะเวลาการเติบโตของพืช ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 บำรุงต้นไม้ภายหลังการเก็บเกี่ยว ปีละ 2 ครั้ง สำหรับปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ประมาณ 20 ก.ก.ต่อต้น ไร่แห่งนี้จะหลีกเลี่ยงกันใช้สารเคมีทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
ไร่สามพี่น้องเลือกปลูกทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองมาได้ 7 ปีแล้ว ต้นทุเรียนให้ผลดกและมีคุณคุณภาพดี น้าแต้วยืนยันว่า ทุเรียนบ่อทอง อร่อย มีรสชาติหวานมัน เนื้อแห้ง แตกต่างกับทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จันทบุรี ที่มีลักษณะเนื้อหยาบ ไม่ละเอียด แต่น่าเสียดายที่ ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า อำเภอบ่อทองปลูกทุเรียนได้
สวนทุเรียนแห่งนี้ ให้ผลผลิตเร็วกว่า สวนทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีสักเล็กน้อย โดยต้นทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ ปลายมีนาคม-เมษายน ทุเรียนชะนีที่ให้ผลผลิตในช่วงต้นฤดู จะสามารถขายได้ในราคาสูงถึงก.ก.ละ 40 บาท ส่วนหมอนทอง ขายได้ในราคา ก.ก.ละ 60 บาท
น้าแต้ว กล่าวว่า ทุเรียนเป็นไม้ผลที่ใจเสาะ ดูแลยาก เกิดปัญหาปลายยอดเหี่ยวแห้ง รักษาไม่ทัน ต้นทุเรียนก็จะตายได้ ที่ผ่านมา ทางไร่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าวค่อนข้างมาก เป็นปัญหาที่น้าแต้วยังแก้ไม่ตก เกิดปัญหาขึ้นครั้งใด ต้องตัดโค่นต้นทุเรียนและปลูกใหม่อยู่ร่ำไป
น้าแต้ว เคยนำปัญหาดังกล่าวไปขอคำปรึกษากับเจ้าของสวนทุเรียนที่น้าแต้วซื้อกิ่ง พันธุ์มาปลูก ก็ได้รับคำตอบว่า อาการดังกล่าวสามารถเกิดได้กับสวนทุเรียนทั่วไป ต้นทุเรียนอายุ 20-30 ปีเจอปัญหาดังกล่าว ก็ยืนต้นตายได้เช่นกัน
นอกจากนี้ น้าแต้วยังให้ความสำคัญกับการปลูก มังคุด เพราะให้ผลผลิตที่ดีมาก ในช่วงต้นฤดู น้าแต้วสามารถขายมังคุดได้ในราคาก.ก.ละ 40 บาท หลังจากนั้น จะขายได้เพียง กก.ละ 20 บาทในช่วงปลายฤดู อย่างไรก็ตาม น้าแต้วก็จะมีรายได้จากการขายมังคุดปีละหลายหมื่นบาททีเดียว
น้าแต้วเล่าว่า ไร่แห่งนี้ แม้จะเพิ่งเริ่มต้นมาได้ไม่นาน แต่โกยรายได้หลายแสนบาทต่อปี และธุรกิจสวนผลไม้ ถือว่า ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สามารถเรียกเงินลงทุนคืนได้หมดแล้ว และน้าแต้วตั้งใจที่จะขยายพื้นที่ปลูกสวนผลไม้เพิ่มเติมในอนาคต อีกประมาณ 20 ไร่ เน้นปลูกทุเรียนและมังคุดเป็นหลัก
ผู้อ่านท่านใดสนใจอยากเยี่ยมชมไร่สามพี่น้อง หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำไร่กับน้าแต้ว สามารถติดต่อกับน้าแต้วได้ทุกวัน น้าแต้วอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/4 หมู่ 3 ตลาดหนองชาติ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โทร 0871428222
Source: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464421151








